ฉันสรุปสั้นๆ ว่าไม่ใช่เพียงความสงสาร กับเมื่อใดก็ตามที่มองเห็น "การพยายามใช้ชีวิต" ของเด็กที่มีไม่ครบสามสิบสอง และ/หรือ บกพร่องทางสมอง
ยิ่งมองเลยไปยังพ่อแม่...ผู้คนในครอบครัวของเด็กเหล่านี้
หน้าที่ของพวกเขายิ่งมีความหมายลึกซึ้ง
ที่ไม่ได้ทำให้เพียงรู้สึกสงสาร แล้วก็ผ่านไป
หากแต่มองเห็น ชื่นชม ไปถึงหัวใจ แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจให้กล้าและสู้ต่อบนเส้นทางของตัวเอง
ในการมีอยู่ของคนที่มีน้อยกว่าเรา
หลายครั้งที่เป็นกระจกส่องสะท้อนว่าเราต้องการมากเกินไปหรือเปล่าสำหรับคืนวันที่มีอยู่
คนบางคน แค่ขาเดินไปเป็นปกติ ก็ยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งแล้ว
พ่อแม่บางคน แค่ลูกสามารถใช้ชีวิตเยี่ยงเด็กธรรมดาๆ ได้ ก็ต้องเอ่ยขอบคุณเทพยดาฟ้าดินไม่รู้จบ
จากการมองเห็นชีวิตเล็กๆ ที่ธรรมชาติให้มาไม่ครบนี้
มันทำให้ฉันรู้คุณค่าของการทำชีวิตให้มีค่ามากขึ้น
ทำให้รู้สึกทุกข์กับเรื่องความโลภ ความโกรธ ได้ยากขึ้น
พื้นที่จิตใจถูกขยายกว้าง เพราะรู้เพราะเห็นว่ายังมีใครหลายคนบนโลกเดียวกันที่ต้องพยายามกับชีวิต ด้วยต้นทุนที่มีน้อยกว่าคนทั่วไปมาแต่กำเนิด
เนื่องมาจากการพาลูกชายตัวเล็กไปเล่นสนุกสนานที่สนามเด็กเล่นสวนสาธารณะ
วันหนึ่ง ก็ได้เจอกับคุณลุงวัยกว่าห้าสิบปีคนหนึ่ง พาหลานชายอายุ 7 ขวบที่ยังเดินไม่ได้ มาทำกายภาพบำบัดโดยการปีนขึ้นบันไดขั้นเล็กๆ
ร่างกายส่วนบนของน้อง ดูเป็นปกติดีเกือบทุกอย่าง
แต่ส่วนล่างขาลีบเล็ก และยังไม่สามารถควบคุมการกลืนน้ำลาย ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกความผิดเพี้ยนของสมอง
ไม่ใช่ในเวลาอันรวดเร็ว ที่เราจะคุยกัน
ด้วยความละเอียดอ่อน ฉันพอจะเรียนรู้มาจากสถานการณ์อื่นๆ บ้างแล้วว่าการเดินเข้าไปแสดงความรู้สึกอ่อนไหวกับครอบครัวของเด็กที่ดูต่างเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะปุบปับเข้าไปทำได้
ระหว่างเด็กปกติ กับเด็กไม่ปกติ มีกำแพงขวางกั้นอยู่
คนที่เขาด้อยกว่า พบเจอกับความปวดร้าวมามากกว่า จึงเป็นธรรมดาที่จะระวังตัวเอง
หากพอพินิจพิจารณา สังเกตกันจนเกิดความไว้ใจ
เรื่องที่ถ่ายทอดออกมา ก็มักจะเป็นไปตามความจริงที่ทั้งซึ้งและเศร้า
อย่างที่คุณลุงคนนี้เปิดเผยสิ่งที่เป็นไปบางส่วนกับฉันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ
...ในบางที ก็ต้องหลอกล่อกันให้เขาปฏิบัติตามเรา
ให้เขาฝึกร่างกายของเขาเอง
บางที ก็บอกว่า จะพาไปซื้อขนม จะพาไปนั่นไปนี่ จะซื้อของเล่นให้
แรกๆ เขาก็เชื่อ แต่พอเริ่มรู้ความ
เขาก็บอกว่า อย่าโกหก
ถ้าไม่พาไป ก็บอกว่าไม่พาไป
ถ้าไม่ซื้อให้ ก็บอกว่าไม่ซื้อให้
ถ้าไม่มีเงิน ก็บอกว่าไม่มีเงิน...
ใบหน้าของคนยืนฟังอาจเปื้อนยิ้ม แต่ใจนั้นซึมน้ำตา
ไม่ใช่ความรู้สึกสงสารอย่างคนที่มีวันคืนดูดีกว่า แต่คล้ายๆ จะเป็นการที่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตเพิ่ม
ชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความสัมพันธ์อันอบอุ่นและเจ็บปวดคละเคล้ากัน
เหตุการณ์ต่อมา
กับลุงและหลานคู่นี้ เราก็ยังเจอกันอยู่เรื่อยๆ
ล่าสุด ภาพทีคุณลุงพาหลานปั่นจักรยาน ยังชัดอยู่ในตาฉัน
เด็กเจ็ดขวบที่กล้ามเนื้อขาไม่แข็งแรง จะปั่นจักรยานได้อย่างไร?
ไม่ว่าใครก็มีสิทธิ์ตั้งคำถาม
และคำตอบก็มีอยู่
คุณลุงใช้เชือกมัดเท้าของหลานชายให้ติดกับแป้นถีบ ทำเหมือนกันทั้งสองข้าง มัดให้แน่นเพื่อไม่ให้เท้าร่วงหล่น
แล้วให้น้าอีกคนปั่นจักรยานคู่กันไป โดยดึงจักรยานคันเล็กๆ ของหลานชายให้เคลื่อนที่ไปด้วยกัน
หลังจากแวะทัก
หลังคำบอกลาชั่วคราวอย่างง่ายๆ
ฉันเหลียวมองตามหลัง
สายตาจับจ้องที่เท้าเล็กๆ สองข้างที่ถูกมัดไว้คู่นั้นด้วยความชื่นชม
จักรยานคันหนึ่ง...ถูกปั่นไปข้างหน้าด้วยพลังความรัก