2007/Jul/07


พระราชวังเก่า หรือพระราชวังหลวง ถูกสร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ.2447 โดยสถาปนิกชาวฝรั่งเศสเป็นผู้ออกแบบสถาปัตยกรรมเป็นแบบยุโรปผสมกับศิลปะล้านช้างเดิมเป็นที่ประทับของเจ้ามหาชีวิตศรีสว่างวงศ์จนสิ้นพระชนม์ แต่ภายหลังเปลี่ยนแปลงการปกครอง เมื่อปี พ.ศ. 2518พระราชวังแห่งนี้ก็กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ เก็บข้าวของเครื่องใช้ และคงความเป็นห้องประทับ ห้องรับแขก ห้องนอนของเจ้ามหาชีวิตไว้อย่างสวยงามและเป็นระเบียบ

ฉันชอบที่นี่ ชอบความเรียบง่ายเวลาที่เดินอยู่ในที่ที่เคยมีคนอยู่มาแล้ว ยิ่งคนเป็นเจ้านายเจ้าเมือง ฉันจะจินตนาการว่าพอตื่นเช้ามาท่านจะยืนอยู่ตรงไหนมองออกไปยังโลกภายนอก ผ่านหน้าต่างบานใด และอดที่จะคิดภาคภูมิไม่ได้ว่าพื้นไม้กระดานที่เราเหยียบเดินอยู่นี้ครั้งหนึ่งเคยมีเจ้ามหาชีวิตเหยียบเดินอยู่เชียวนะช่างเป็นบุญที่ได้มาหายใจอยู่ใต้หลังคาแห่งนี้ มีห้องห้องหนึ่งถูกจัดให้เป็นที่เก็บของขวัญจากราชอาณาจักรอื่นๆมีตู้ไม้พร้อมหนังสือพระไตรปิฎกยกชุดจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่เก้าของเราด้วย นอกจากนี้แล้ว พระราชวังแห่งนี้ยังเป็นที่ประดิษฐานของ 'พระบาง' พระพุทธรูปประทับยืน ที่เป็นพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมืองของชาวหลวงพระบาง

เราเดินตามไกด์ที่อธิบายทุกส่วนทุกตอนของราชวังความรู้มากมายทางประวัติศาสตร์ที่หลั่งไหลออกมาจากริมฝีปากไกด์หนุ่มชาวไทย วิ่งเข้าสู่ประสาทการรับรู้ของเรา ผู้ที่ไม่ได้เสียเงินให้กับไกด์ทัวร์ที่ไหน แค่เงี่ยหูฟัง แค่เดินตามอย่างเงียบ ทำเป็นว่าถึงอย่างไรฉันก็จะเดินช้าๆ ตามข้างหลังคุณอยู่แล้วไม่ได้ถือโอกาสแอบฟังฟรีๆ เลยนะ:D

เดี๋ยวจะลืมบอก ก่อนเข้าชมพระราชวังแห่งนี้ เราจะต้องฝากสมบัติที่ติดตัวทั้งหมดไว้ในล็อกเกอร์ (กระทั่งกล้องถ่ายรูป)และถ้าใส่เสื้อกล้าม เสื้อสายเดี่ยวมา ก็ต้องหาเสื้อคลุมให้มิดชิด ฉันเห็นผู้หญิงตะวันตกคนหนึ่ง ถูกห้ามไม่ให้เข้าชม เพราะเพียงการแต่งตัวที่ดูเปิดเผยเกินไปของเธอ





เดินออกมาที่ด้านหน้าพระราชวังจนเกือบๆ จะถึงประตูทางออกเสียงดนตรีเนิบช้าคุ้นหูก็เรียกให้หันไปที่โรงละครทางฝั่งขวา เราแวะเดินใกล้เข้าไป...ใกล้เข้าไป ช่วงบ่ายคล้อย แสงตะวันกำลังสวยบรรดาเด็กสาวกำลังซ้อมฟ้อนรำ เรียงแถวเป็นระเบียบเด็กผู้หญิงอายุน้อยที่สุดคนหนึ่งกำลังมุ่งมั่นฟ้อนรำตามพี่ๆฉันคงไม่สามารถอธิบายความรู้สึก ณ ขณะที่มองเธอได้และไม่สามารถอธิบายเหตุผลให้กับตัวเองได้ว่าเหตุใดภาพภาพหนึ่งจึงทำให้ฉันยืนยิ้มน้ำตาคลอ ดนตรีไทยที่บรรเลงขับขาน กำลังไหลผ่านตัวเราและความตั้งใจของเด็กผู้หญิงอายุสามสี่ขวบคนนั้นก็กำลังเคลื่อนขับจับใจเรา

เวลามองเห็นใครกำลังตั้งใจจริงกับอะไรสักสิ่งอย่าง โดยไม่สนใจว่าคนอื่นๆ จะยิ้ม หัวเราะอย่างไรโดยเฉพาะเมื่อใครคนนั้นเด็กกว่าเรา พละกำลังน้อยกว่าเราฉันมักจะสะท้อนใจและเกิดแรงบันดาลใจ

แรงบันดาลใจนั้น ไม่ใช่แรงที่ขับให้เราอยากเป็น อย่างมี อยากได้ อยากยืนอยู่ในตำแหน่งของคนที่ให้แรงบันดาลใจ 'เธอ' ไม่ได้ทำให้ฉันอยากเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงฟ้อนรำ หรือละคอน หากแต่ทำให้รู้สึกได้ถึงความงดงามแห่งการมีชีวิตอยู่ และอยากจะก้าวแต่ละก้าวของตัวเองอย่างตั้งใจ...ให้ดี

2007/Jul/06




สะพานที่ข้ามแม่น้ำคานเป็นสะพานสั้นๆ แต่ระหว่างสองฝั่งสายตานั้นสวยจับใจ
เมื่อดูจากแผนที่ แม่น้ำคานคือแม่น้ำสายเล็กๆ ที่ไหลเชื่อมต่อกับแม่น้ำโขง

การอยู่ใกล้แม่น้ำ กระทั่งการยืนมองการไหลเรื่อยเพียงเท่านี้ ใจก็นิ่งเย็นลงแล้ว ธรรมชาติมักสั่งสอนเราผ่านวิธีการง่ายๆ ...มองฟ้า มองน้ำ และมองเรา ฉันว่าสิ่งใดที่รับการปรุงแต่งมากเกินไป นอกจากจะทำให้ยิ่งห่างไกลคำว่า "ของจริงๆ" ยังทำให้ห่างไกลจากคุณค่าที่แท้จริง

จุดหมายของเราในขณะนี้ คือข้ามไปยืนดูเมืองหลวงพระบางจากอีกฝั่ง
--แล้วเราก็หลงทาง
หลงไปไกลก่อนจะย้อนมาเพราะเกิดฉุกใจว่าไม่น่าจะไกลขนาดนี้ จอดแวะถามทางจากคนพื้นที่อีกถึงสองครั้งทั้งอากาศภายนอกและภายในตอนนั้นต่างเริ่มร้อนขึ้นเหงื่อเริ่มไหลซึม แล้วฉันก็เริ่มหงุดหงิดกับผู้ชายที่มาด้วย เพราะเขานำทางราวกับว่าช่ำชองกับทุกเส้น หาก กลับพาปั่นจักรยานเบี่ยงเบนจากจุดหมายไปไกลแล้วก็มารู้สึกผิดและคิดได้เมื่อภายหลัง 'จะหงุดหงิดไปทำไมยังไงก็มาด้วยกัน'

เราจอดรถจักรยานไว้ที่วัดเล็กๆ ที่ถูกละเลยจากนักท่องเที่ยว นั่งพักเหนื่อยใต้ต้นไม้ใหญ่ แล้วกวาดตามองไปรอบๆ ยกกล้องขึ้นถ่ายรูปพระสงฆ์ที่นั่งอ่านหนังสือและสูบยาอยู่บนกุฏิไม้เก่าๆ จากนั้นก็ออกเดิน
ทางเดินคดเคี้ยวราดชันลงสู่แม่น้ำโขง มีเด็กผู้หญิงสามสี่คนเดินสวนขึ้นมา ทั้งที่ไม่เคยรู้จักหน้ารู้จักใจ หากก็แลกยิ้มกันได้อย่างกว้างขวาง ดวงตาใสๆ ของเด็กสาว บ่งบอกถึงความสุขที่ซ่อนอยู่ในจิตใจที่ดี ไม่มีฟอร์ม ไม่มีคำถาม ...ชื่ออะไรเรียนที่ไหน ทำงานอะไร ไม่ใช่เรื่องจำเป็น






อาจเป็นไปได้ว่าที่ดั้นด้นกันมาตามเส้นทางที่ไม่ค่อยมีใครใช้ก็ไม่ได้เพื่อจะแตะอกกับเส้นชัยแล้วคว้าที่หนึ่งมาครอง หรือเพื่อพิสูจน์สิ่งใด หากแต่เพียงเพื่อ "ได้มา" ได้แลกยิ้มกับผู้คนที่เดินสวนกัน พ้นผ่านไป หากก็ไม่หายจากความทรงจำ เจออีกก็จำได้อีก ไม่ว่าจะเป็นพระหนุ่มรูปนั้น เด็กผู้หญิงตาใส กิ๊บแดงคนนั้น กระทั่งการวางหัวแครอทเรียงกัน ของป้าคนนั้น

ฉันรู้ว่าไม่มีฝ่ายพร็อพไปจัดวางสิ่งต่างๆ ทั้งหมดให้เราได้ผ่านมอง แต่ถ้าพระเจ้ายืนยันว่ามันเป็นพร็อพ
เราเองก็ต้องเป็นพร็อพสำหรับคนอื่นด้วยเช่นกัน

2007/May/07


จักรยานสองคันยังปั่นตามกันเลาะถนนริมน้ำโขง
เป้าหมายของเราที่ไกลที่สุดของวันนี้ คือจะไปให้ถึงอีกฝั่งที่เห็น โดยต้องปั่นข้ามสะพานแม่น้ำคาน

เวลาที่มองจากฝั่งหนึ่งไปยังอีกฝั่งหนึ่งนั้น มันมักจะไม่ไกลเท่าไหร่ แต่พอเดินทางข้ามฝั่งจริงๆ หนทางก็มักจะไกลกว่าที่เราคิดไว้เสมอ
และแม้แสงแดดจะไม่ร้อนมาก แต่ก็เริ่มรู้สึกร้อนกันแล้ว
ข้อดีของการหยุดพักระหว่างทาง นอกจากได้เห็นรายละเอียดระหว่างทางแบบชัดๆ ยังได้ถือโอกาสพักเหนื่อย อ้อ! ถือโอกาสแวะกินไอศกรีมด้วย ซื้อจากรถเข็นข้างทาง เป็นไอศกรีมที่ทำจากนมถั่วเหลืองแล้วใส่กลิ่นช็อกโกแล็ตเข้าไปอร่อยดีทีเดียว!

บ้านเรือนที่ปั่นจักรยานผ่าน น่ารัก แปลกตา และก็สังเกตได้ว่าประเทศลาวมีเด็กเกิดใหม่อยู่เสมอ เพราะไม่ว่าจะเป็นบ้านไหน ก็มักจะมีเด็กวิ่งเล่นให้เห็น และเด็กๆ ก็ไม่ได้ตื่นตาตื่นเต้นกับนักท่องเที่ยวในความแตกต่าง เขาคงรู้สึกธรรมดากับมัน ในอารมณ์แบบว่าไม่ต้องทำความเข้าใจ แต่ก็เข้าใจ





ปั่นต่อมาได้สักพัก
ก็ชวนกันจอดที่หน้า วัดวิชุนราชแล้วเดินจูงจักรยานเข้าไปด้านใน ต้องเสียค่าเข้าอีก 10,000 กีบ อีกแล้วหรือนี่ สำหรับการเดินเข้าไปไหว้พระในโบสถ์เราเลยตัดสินใจเดินดูแค่รอบๆ แล้วก็เลือกซื้อโปสการ์ด 5 ใบจากร้านค้าเพิงเล็กๆ ที่ตั้งอยู่ภายในเขตวัด ในราคาใบละ 20,000 กีบ ก่อนจะพบว่าที่ร้านขายโปสการ์ดบริเวณที่ตั้งตลาดมืดนั้น เขาขายแค่ใบละ 1,500 กีบ เท่านั้น..."ไม่เป็นไรหรอกน่า ถือว่ากระจายรายได้" มันคือคำที่ฉันใช้ปลอบตัวเองนั่นเอง

ตั้งแต่เมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ที่เปลี่ยนมาเขียน โปสการ์ดบ่อยกว่า จดหมาย และถึงแม้โปสการ์ดจะบรรจุถ้อยคำได้น้อยกว่า แต่สำหรับฉันมันก็ยังเป็นแผ่นกระดาษสื่อสารที่มีเสน่ห์มากกว่า sms หรือแม้กระทั่ง e-mail
...รอยประทับตราไปรษณีย์จากสถานีต้นทาง
...การเปลี่ยนผ่านมือมิสเตอร์โพสต์แมน
...การเฝ้ารอคอยจนถึงนาทีที่มาถึง
...ลายมือที่อาจซีดจางเพราะสภาพอากาศหรือบางทีอาจเลอะเลือนเพราะหยดน้ำ
เหล่านี้เอง ที่ทำให้เชื่อ --ต่อให้ทุกครัวเรือนทั่วโลกนี้ มีอินเตอร์เน็ตด้วยกันทุกบ้าน แต่ตราบใดที่คนเรายังมีเชื้อโรแมนติกฝังอยู่ในเส้นเลือด (แม้คนละเล็กน้อย)จดหมายและโปสการ์ด ก็ไม่มีวันที่จะตายหายไปจากโลก



ยักษ์สีเขียวตนนี้ ยืนจังก้าเฝ้าประตูเข้าโบสถ์ของวัดวิชุนราชอยู่
แทนที่จะน่ากลัว หวาดผวา หรือรู้สึกขวัญเสียที่ได้ยืนเผชิญหน้ากันฉันกลับยิ้มได้

ระหว่าง ยักษ์ กับ คนใจยักษ์
คิดเหมือนกันไหม? อย่างหลังน่ะ น่ากลัวกว่าอีก