2009/Oct/18



ฉันสรุปสั้นๆ ว่าไม่ใช่เพียงความสงสาร กับเมื่อใดก็ตามที่มองเห็น "การพยายามใช้ชีวิต" ของเด็กที่มีไม่ครบสามสิบสอง และ/หรือ บกพร่องทางสมอง

ยิ่งมองเลยไปยังพ่อแม่...ผู้คนในครอบครัวของเด็กเหล่านี้
หน้าที่ของพวกเขายิ่งมีความหมายลึกซึ้ง 
ที่ไม่ได้ทำให้เพียงรู้สึกสงสาร แล้วก็ผ่านไป
หากแต่มองเห็น ชื่นชม ไปถึงหัวใจ แล้วก็เกิดแรงบันดาลใจให้กล้าและสู้ต่อบนเส้นทางของตัวเอง 

ในการมีอยู่ของคนที่มีน้อยกว่าเรา
หลายครั้งที่เป็นกระจกส่องสะท้อนว่าเราต้องการมากเกินไปหรือเปล่าสำหรับคืนวันที่มีอยู่
คนบางคน แค่ขาเดินไปเป็นปกติ ก็ยิ่งกว่าถูกล็อตเตอรี่รางวัลที่หนึ่งแล้ว 
พ่อแม่บางคน แค่ลูกสามารถใช้ชีวิตเยี่ยงเด็กธรรมดาๆ ได้ ก็ต้องเอ่ยขอบคุณเทพยดาฟ้าดินไม่รู้จบ

จากการมองเห็นชีวิตเล็กๆ ที่ธรรมชาติให้มาไม่ครบนี้
มันทำให้ฉันรู้คุณค่าของการทำชีวิตให้มีค่ามากขึ้น 
ทำให้รู้สึกทุกข์กับเรื่องความโลภ ความโกรธ ได้ยากขึ้น
พื้นที่จิตใจถูกขยายกว้าง เพราะรู้เพราะเห็นว่ายังมีใครหลายคนบนโลกเดียวกันที่ต้องพยายามกับชีวิต ด้วยต้นทุนที่มีน้อยกว่าคนทั่วไปมาแต่กำเนิด

เนื่องมาจากการพาลูกชายตัวเล็กไปเล่นสนุกสนานที่สนามเด็กเล่นสวนสาธารณะ 
วันหนึ่ง ก็ได้เจอกับคุณลุงวัยกว่าห้าสิบปีคนหนึ่ง พาหลานชายอายุ 7 ขวบที่ยังเดินไม่ได้ มาทำกายภาพบำบัดโดยการปีนขึ้นบันไดขั้นเล็กๆ 
ร่างกายส่วนบนของน้อง ดูเป็นปกติดีเกือบทุกอย่าง
แต่ส่วนล่างขาลีบเล็ก และยังไม่สามารถควบคุมการกลืนน้ำลาย ซึ่งเป็นสิ่งบ่งบอกความผิดเพี้ยนของสมอง

ไม่ใช่ในเวลาอันรวดเร็ว ที่เราจะคุยกัน 
ด้วยความละเอียดอ่อน ฉันพอจะเรียนรู้มาจากสถานการณ์อื่นๆ บ้างแล้วว่าการเดินเข้าไปแสดงความรู้สึกอ่อนไหวกับครอบครัวของเด็กที่ดูต่างเช่นนี้ ไม่ใช่เรื่องที่เราจะปุบปับเข้าไปทำได้  
ระหว่างเด็กปกติ กับเด็กไม่ปกติ มีกำแพงขวางกั้นอยู่ 
คนที่เขาด้อยกว่า พบเจอกับความปวดร้าวมามากกว่า จึงเป็นธรรมดาที่จะระวังตัวเอง
หากพอพินิจพิจารณา สังเกตกันจนเกิดความไว้ใจ
เรื่องที่ถ่ายทอดออกมา ก็มักจะเป็นไปตามความจริงที่ทั้งซึ้งและเศร้า
อย่างที่คุณลุงคนนี้เปิดเผยสิ่งที่เป็นไปบางส่วนกับฉันที่ยืนอยู่ใกล้ๆ

...ในบางที ก็ต้องหลอกล่อกันให้เขาปฏิบัติตามเรา 
ให้เขาฝึกร่างกายของเขาเอง 
บางที ก็บอกว่า จะพาไปซื้อขนม จะพาไปนั่นไปนี่ จะซื้อของเล่นให้
แรกๆ เขาก็เชื่อ แต่พอเริ่มรู้ความ 
เขาก็บอกว่า อย่าโกหก 
ถ้าไม่พาไป ก็บอกว่าไม่พาไป
ถ้าไม่ซื้อให้ ก็บอกว่าไม่ซื้อให้
ถ้าไม่มีเงิน ก็บอกว่าไม่มีเงิน...

ใบหน้าของคนยืนฟังอาจเปื้อนยิ้ม แต่ใจนั้นซึมน้ำตา 
ไม่ใช่ความรู้สึกสงสารอย่างคนที่มีวันคืนดูดีกว่า แต่คล้ายๆ จะเป็นการที่เข้าใจความเป็นจริงของชีวิตเพิ่ม
ชีวิตที่เปี่ยมไปด้วยความสัมพันธ์อันอบอุ่นและเจ็บปวดคละเคล้ากัน

เหตุการณ์ต่อมา
กับลุงและหลานคู่นี้ เราก็ยังเจอกันอยู่เรื่อยๆ 
ล่าสุด ภาพทีคุณลุงพาหลานปั่นจักรยาน ยังชัดอยู่ในตาฉัน
เด็กเจ็ดขวบที่กล้ามเนื้อขาไม่แข็งแรง จะปั่นจักรยานได้อย่างไร?
ไม่ว่าใครก็มีสิทธิ์ตั้งคำถาม
และคำตอบก็มีอยู่
คุณลุงใช้เชือกมัดเท้าของหลานชายให้ติดกับแป้นถีบ ทำเหมือนกันทั้งสองข้าง มัดให้แน่นเพื่อไม่ให้เท้าร่วงหล่น
แล้วให้น้าอีกคนปั่นจักรยานคู่กันไป โดยดึงจักรยานคันเล็กๆ ของหลานชายให้เคลื่อนที่ไปด้วยกัน

หลังจากแวะทัก
หลังคำบอกลาชั่วคราวอย่างง่ายๆ
ฉันเหลียวมองตามหลัง 
สายตาจับจ้องที่เท้าเล็กๆ สองข้างที่ถูกมัดไว้คู่นั้นด้วยความชื่นชม
จักรยานคันหนึ่ง...ถูกปั่นไปข้างหน้าด้วยพลังความรัก