สิ่งที่ไม่อยากให้จบลง
posted on 14 Mar 2007 12:24 by lifeforrent in koh-kood
เพลงภูเขา & ทะเล ของ ศุ บุญเลี้ยงที่ฟังคุ้นหูมาหลายปี มีคำถามว่าระหว่างภูเขากับทะเล ชอบที่ไหนมากกว่ากัน แล้วในเพลง ...ศุ บุญเลี้ยง ก็หาทางออกของคำตอบได้อย่างอ่อนหวานว่า "ชอบที่มีเธอ"
ก็อยากจะลอกคำตอบที่อ่อนหวานนี้เหมือนกันแหละ ถ้าจะไม่เจอกับคำตอบว่าที่ "เลือกรีสอร์ท กัปตันฮุ๊ก (Captain Hook Resort)" ซะก่อน เพราะที่นี่มีทะเลที่ติดภูเขา แค่คราวหน้าพา "เธอ" มาด้วยเท่านั้น ที่นี่ก็จะกลายเป็นที่ที่ไม่ต้องการอะไรเพิ่มเติมสำหรับชีวิตอีกแล้ว
วันต่อมา เราไม่มีโปรแกรมดำน้ำ สำหรับคนที่ชอบทำกิจกรรมเยอะๆ และคิดว่าการพักผ่อนคือการมาสนุกสนานเฮฮาตลอดทุกชั่วโมงละก็ อาจจะผิดหวังที่เลือกที่นี่ เพราะวันนี้ทั้งวันเราจะไปน้ำตกกันแค่ที่เดียว และก็มีคนบอกเราไว้ก่อนแล้วว่าน้ำตกที่เราจะไปนี้นั้น เป็นน้ำตกน้ำหยด แค่ฟังชื่อ...ความอยากไปจากที่มีร้อย ก็ลดลงเหลือยี่สิบ แต่ทันใดก็เสียงพูดว่า "เป็นน้ำตกน้ำหยดที่สวย"
ฉันถามว่าต้องขึ้นภูเขาไกลไหม จากประสบการณ์ที่ดอยผ้าห่มปกเมื่อต้นปีที่แล้ว ทำให้ทริปต่อๆ มาเตรียมใจมากขึ้นเมื่อต้องเดินขึ้นที่สูง ไม่ได้กลัวยิ่งสูง ยิ่งหนาว แต่กลัวยิ่งสูง ยิ่งเหนื่อย ซึ่งพี่สาวคนสนิทก็ยืนอยู่ด้วยกันตรงนั้น
และเราก็ได้รับฟังคำตอบพร้อมกันว่า "ไกลพอๆ กับเดินขึ้นที่พักนี่เองค่ะ"
ฉันยิ้ม แค่นี้เองเหรอ... แค่การเดินขึ้นเนินเล็กๆ
เราออกเดินทางหลังจากกินมื้อเช้าอิ่ม และเผื่อเวลาย่อยอีกเกือบๆ ชั่วโมง ผู้ชายที่จะเป็นคนขับเรือและเป็นไกด์ให้ในวันนี้ คือผู้ชายผมเกรียน ผิวสีเข้ม หุ่นมาดแมน คนเดียวกับที่โชว์ไฟให้เราดูหลังมื้อดินเนอร์เมื่อคืนฉันคิดในใจว่า...ดีจัง ที่คนคนเดียวมีความสามารถทำอะไรๆ หลายอย่างที่ทะเลได้ และจากคำบรรยายของเขา ก็ทำให้การท่องเที่ยวของเรามีความรู้ประดับสมองเพิ่มขึ้น ฉันไม่รู้จักชื่อของหนุ่มคนนี้ แต่จะเรียกเขาว่า "มิสเตอร์เบื่อเมือง" ก็แล้วกัน การที่จะเรียกแบบนี้ได้ ก็ต้องที่มา แต่ว่าตอนนี้ ยังไม่เล่า
เส้นทางที่เรือผ่าน ทำให้ย้อนคิดถึงการล่องแพที่กาญจนบุรีเมื่อหน้าร้อนสองปีก่อน มันเป็นเรื่องพิเศษที่หวิวไหวอยู่ในใจของเราคนเดียว กับการที่หายใจในอากาศเดียวกันกับคนอื่น ณ นาทีปัจจุบัน แต่ความคิดเรากำลังคิดย้อนไปถึงอากาศอีกแบบในคืนวันที่เราพ้นผ่านมา ร่วมกับใครคนหนึ่งที่ปัจจุบันเขาไม่ได้นั่งอยู่ ณ ที่นี้ด้วย การคบกันแล้วได้ออกเดินทางด้วยกันนั้น สิ่งที่ได้นอกจากการเรียนรู้นิสัยใจคอแล้ว ยังเป็นการสะสมความทรงจำดีๆ ร่วมกันไว้สำหรับอนาคต
ภูเขายังมีความอุดมสมบูรณ์ และสองริมฝั่งยังมีบ้านที่เป็นบ้านของชาวบ้านจริงๆ มิสเตอร์เบื่อเมือง ทำให้ฉันประทับใจโดยไม่รู้ตัว กับการที่เขาขับเรือผ่านบ้านชาวบ้านอย่างช้าๆ แล้วตะโกนทักทายว่าทำอะไรกันอยู่ วิถีชีวิตของรีสอร์ทที่ไม่ขัดแย้งกับคนท้องถิ่น ขอให้มันดีอย่างที่เห็นและรู้สึกอย่างนี้ไปนานๆ
เราถึงฝั่งอีกไม่กี่นาทีต่อมา ความประทับใจจากภูเขาทั้งสองข้างที่รอบล้อมเราอยู่ยังกรุ่นอุ่นอยู่ไม่จางในตอนที่พวกเราเริ่มต้นเดินไป "น้ำตกคลองยายกี๋"ที่ห่างจากจุดเริ่ม 1 กิโลเมตร ทางราบทอดยาวเข้าสู่ป่า พวกเราสนุกสนานกับการถ่ายรูปด้วยกันยกใหญ่ แต่พอผ่านสองร้อยเมตร สามร้อยเมตรก้าวสู่สี่ร้อยเมตรหนทางเริ่มลาดชัน และมันเริ่มลาดชันมากขึ้นเรื่อยๆ สาบานว่าฉันไม่ได้บ่น เพียงแต่ขอความเห็นจากพี่สาวคนสนิทว่า "คนนั้นเขาโกหกเรานี่นา เนอะ" เพราะมันไม่ใช่แค่การเดินขึ้นที่พักเลย เอ๊ะ หรือมันจะเป็นการเดินขึ้นที่พัก เดินขึ้นที่พัก เดินขึ้นที่พักติดต่อกันสามรอบ จากเริ่มต้นที่เฮฮา ผู้ชายสอง และผู้หญิงอีกหก เริ่มก้มหน้าก้มตาเดินกันมากขึ้น กล้องถูกเก็บนิ่ง มีแค่มิสเตอร์เบื่อเมืองเท่านั้น ที่พูดได้เรื่อยๆ
"...เมื่อก่อนเกาะนี้ เป็นเกาะของกัมพูชา แต่เราก็เอาอีกเกาะไปแลกกับเขาเราก็เลยยังได้เห็นชาวกัมพูชาใช้ชีวิตอยู่บนเกาะนี้อยู่บ้าง..." มิสเตอร์เบื่อเมืองพูด และเขาก็พูดอะไรๆ นอกจากนี้อีกหลายเรื่อง ทั้งเรื่องรีสอร์ท เรื่องอาหาร เรื่องปลา เรื่องน้ำป่าโดยทุกๆ เรื่อง พวกเราก็จะตอบด้วยคำสั้นๆ ว่า "เหรอคะ" ไม่ใช่เรื่องที่เขาพูด มันไม่น่าสนใจ แต่เป็นเพราะเรากำลังรวบรวมเรี่ยวแรงทั้งหมดเดินไปให้ถึงจุดหมาย

แล้วในที่สุด น้ำตกน้ำหยดก็ตั้งอยู่ตรงหน้าเราถามว่าสวยมากๆ เลยไหม คำตอบคือก็ไม่เท่าไหร่แต่การได้เดินมาถึงจุดหมายที่ตั้งใจก็ทำให้ทุกสิ่งตรงหน้านี้มีความหมายและถูกบันทึกในสมุดความทรงจำของสมอง ซึ่งจริงๆ น้ำตกน้ำหยดที่ว่านี้ ลักษณะของมันคือน้ำไหลลงมาจากรูโหว่ของหินและตรงด้านหน้าก็มีแอ่งน้ำเล็กๆ มีหน้าผามั่นคงแข็งแกร่ง สิ่งใดที่ผ่านกาลเวลามาเนิ่นนาน ย่อมยิ่งใหญ่กว่าชีวิตที่เพียงผ่านมาเหยียบโลกอย่างเราเสมอ
ไม่มีใครเตรียมตัวมาเล่นน้ำ แต่อุณหภูมิความร้อนที่แผ่ออกมาจากร่างกาย ก็ทำให้เราเกือบทั้งหมดกระโดดลงไปสู่แอ่งน้ำเย็นชื่นปอดดำๆ ผุดๆ ว่ายๆในแอ่งน้ำกร่อยที่ไกลจากทะเลแค่หนึ่งกิโลเมตรไม่ใช่ตอนที่ดื่มด่ำกับความเย็นของน้ำเราจะไม่คิดว่าตอนขากลับรองเท้าแตะที่ลากใส่กันมา มันต้องแย่เพราะความลื่นแน่เมื่อต้องปีนเขาขึ้นจากน้ำตกนี้ แต่จะเป็นไรไป ถ้าลื่นเพราะรองเท้าเปียกน้ำ เราก็แค่ถอดรองเท้าออกแล้วให้ฝ่าเท้าของเราได้สัมผัสโขดหินดินทรายได้เต็มที่
มิสเตอร์เบื่อเมืองถามถึงที่ที่เราห่างมาในขณะที่เราก็ถามถึงที่ที่เขาเคยอยู่ ถ้าไม่ยินจากปากก็ยากที่จะเชื่อว่าผู้ชายที่ดูเป็นลูกทะเลมากๆ แบบเขา ผู้ชายวัยหนุ่มที่เป็นเจ้าของผิวที่เข้ม กล้ามเนื้อที่แน่น ความเชี่ยวชาญในการควงไฟ และลักษณะความเป็นไกด์ที่โดดเด่นขนาดนี้ เขาจะใช้เวลาเพียง 6 เดือนสำหรับการอยู่และค่อยๆ เรียนรู้ที่นี่ทุกวันคืน และพวกเราก็ทำเสียงแบบว่า เฮ้ย ! จริงเหรอ อีกครั้ง เมื่อเขาบอกว่าก่อนที่เขามาที่นี่ เขาอยู่กรุงเทพฯ มาก่อน เรียนจบปริญญา แล้วก็ทำงานที่ไทยทิกเก็ต มาสเตอร์สรุปว่าเขาน่ะ คนเมืองเต็มขั้น เป็นเด็กกรุงเทพฯ โดยกำเนิด แต่ตอนนี้เขาขลุกอยู่ท่ามกลางป่าเขา ทะเล
"ไม่เหงา แล้วมีความรู้สึกอยากกลับบ้านเหรอ"
เขาตอบสั้นๆ "ไม่เลย โชคดีอย่างที่ผมมาที่นี่ตอนที่ผมเบื่อกรุงเทพฯ สุดๆ แล้ว"
การอิ่มตัวกับที่ใดที่หนึ่งอย่างไม่โกหกตัวเอง ก่อนที่จะจากมันมานี่เองมั้งที่ทำให้คนคนหนึ่งไม่เหลือความรู้สึกที่อยากจะย้อนกลับไป หรืออย่างน้อยก็ยังไม่อยากย้อนกลับไม่ใช่ในช่วงเวลาอันใกล้นี้ การตัดสินใจเปลี่ยนทางเดินชีวิตด้วยความแน่ใจ สำหรับฉันมันคือความกล้าหาญอย่างหนึ่ง โดยเฉพาะการตัดสินใจเลือกทางเดินที่สวนทางกับคนส่วนใหญ่ อย่างนี้ ก็รู้แล้วใช่ไหม ว่าเพราะอะไรฉันถึงเรียกเขาว่า "มิสเตอร์เบื่อเมือง"
จำได้จนขึ้นใจกับถ้อยคำที่ว่า "เราไม่มีวันได้เจอ เหมือนกับที่นักเดินทางคนแรกเจอ"
หมายความว่า เมื่อไม่มีวันได้เจอในสิ่งที่นักเดินทางคนแรกเจอ เราก็ไม่ต้องออกจากบ้านไปในที่ที่คนอื่นเคยไปมาแล้วใช่ไหม "การเจอซ้ำกับคนอื่นจะมีความหมายอะไร" เราต้องตั้งคำถามกับตัวเองเพื่อหยุดยั้งสองเท้าของเราใช่หรือเปล่าฉันเชื่อว่าไม่ใช่ เราไม่มีวันได้เจอเหมือนกับนักเดินทางคนแรกก็จริงและมันก็จริงเช่นกันที่ในสิ่งที่เราจะได้เจอนั้น นักเดินทางคนแรกก็ไม่เคยได้เจอเหมือนเราเหมือนกันเพราะในความเป็นสถานที่ ไม่มากก็น้อยที่สภาพแวดล้อมย่อมเปลี่ยนแปลง สิ่งที่มีอยู่ในไกด์บุ๊กย่อมคลาดเคลื่อนเมื่อวันเวลาเปลี่ยนไป และผู้คนที่เราเจอในทริปนี้ ต่อให้เป็นเราเองที่มาซ้ำรอยเท้าเดิม ในราคาแพ็คเก็จทัวร์เท่าเดิม เราก็อาจจะไม่ได้เจอคนเดิมๆ
การเดินทางมันถึงได้มีเสน่ห์
และไม่เคยน่าเบื่อสำหรับคนที่เคยเดินทาง
ฉันมองเพื่อนร่วมทริป ที่เป็นเพื่อนร่วมงานกันมาหลายปี แม้ว่างานของเราจะแยกส่วนกันชัดเจน แต่เมื่อคอลัมน์ของแต่ละคนถูกนำมารวมกันในนิตยสารเล่มเดียว เราก็กลายเป็นหนึ่งเดียวกันหายใจในอากาศเดียวกัน
ในช่วงวันเวลาที่พ้นผ่าน อาจใช่ว่ามีหลายอย่างที่ไม่เหมือนปีแรกของการทำงาน หลายอย่างที่เปลี่ยนไปตามเงื่อนไขที่เปลี่ยนแปลงแต่ใช่ไหมว่า "ในทุกๆ การเปลี่ยนแปลง" มันไม่ได้หมายถึงสิ่งที่แย่ลงเท่านั้น
ปัญหาในการทำงาน เมื่อเกิดขึ้น แก้แล้ว ก็ให้จบไป
ความรู้สึกดีๆ แห่งความเป็นพี่ น้อง เพื่อน ที่เรามีต่อกัน
เมื่อเกิดขึ้นแล้ว ฉันเอง...ไม่อยากให้มันจบลง