10 ปีที่ผ่านไป นับแต่หลวงพระบางกลายเป็น "มรดกโลก"คงเป็น 10 ปีที่ทำให้หลายสิ่งหลายอย่างเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นจำนวนรถมอเตอร์ไซค์ หรือกางเกงยีนที่สาวลาวสวมใส่กันแทนผ้าซิ่น

การเติบโต และการไหลเวียนไปตามกระแสตะวันตก คงเหมือนกระแสน้ำที่เชี่ยวกราก และยากที่จะมีใครหยุดมันได้อยู่

'นักท่องเที่ยว' ที่ก้าวเข้าไปยังดินแดนของหลวงพระบาง ไม่ได้เข้าไปด้วยตัวเปล่า จากแต่ยังนำรสนิยมต่างๆ เข้าไปด้วย ถามว่าเป็นความผิดของใครไหมคงไม่มีใครผิด หรือถ้า 'คนเข้าไป' จะผิด ตัวฉันเองก็กำลังเป็นส่วนหนึ่งของความผิดนั้นด้วย เพราะฉันก็คือ 'นักท่องเที่ยว' คนหนึ่ง ที่กำลังนำความแตกต่าง (แม้ไม่มาก) เข้าไป

ในขณะที่เราไม่อยากให้สิ่งที่สงบงามเปลี่ยนแปลง
หลายๆ ครั้งเราเองกลับเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สิ่งนั้นเปลี่ยนไป

เราได้ห้องพักริมถนนเส้นเดียวกับที่ตั้งทำการไปรษณีย์ โดยเดินเข้าซอยเล็กๆ เข้าไปไม่กี่ตึกชื่อ "เฮือนพักแสงเพ็ด" ในราคาคืนละ 8 เหรียญ (ตกประมาณ 300 บาทต่อคืน) สภาพห้องอยู่ในเกณฑ์ดีมาก มีเตียงสะอาด มีพัดลมติดผนัง ผ้าห่ม ผ้าเช็ดตัว และห้องน้ำที่มีเครื่องทำน้ำอุ่นให้พร้อม แต่เราก็บอกคุณลุงเจ้าของไปว่าเราจะพักที่นี่แค่คืนเดียว เพราะในใจตอนนั้น ยังมีความคิดจะเปลี่ยนที่นอนไปเรื่อยๆ

หลังจากที่ปลดเปลื้องกระเป๋าหนักๆ ลงจากบ่า แล้วล้างหน้าล้างตาล้างเท้าพอให้สดชื่น เราก็กะตือรือร้นที่จะเริ่มออกเดิน ในโมงยามแบบนี้ ที่เราทิ้งกระเป๋าไว้ในห้องพัก ฉันนึกถึงคำของ เรย์ แมคโดนัลด์ ขึ้นมา กับที่เขาเคยบอกระหว่างทำรายการท่องเที่ยวว่า ...เวลามาเที่ยว จะให้พักยังไงก็ได้ เพราะถึงยังไงก็แค่เอาไว้เป็นที่เก็บกระเป๋าซึ่งมันก็เป็นแบบนี้จริงๆ เราคงไม่ได้เดินทางไกลๆ มานอนมองผนังขาวๆ ของห้องสี่เหลี่ยมแน่ๆ

แล้วผู้หญิงอย่างฉันเลือกเลี้ยวขวา ผู้ชายที่มาด้วยก็เลือกที่เลี้ยวมาในทางเดียวกันแหงนหน้ามองท้องฟ้าเบื้องบน การเดินทางอย่างยาวนานโดยรถของวันนี้ได้พ้นผ่านไปแล้วสินะ และนับจากนี้ต่อไปอีกหลายวัน ก็จะใช้สองเท้าเดินไปตามทางบ้างล่ะ

"สวยเหมือนที่คิดไว้ไหม" ผู้ชายที่เดินตามหลัง และถือกล้องไว้ถึงสองตัวเอ่ยถามฉัน
คำถามสั้นๆ ง่ายๆ แต่ฉันกลับคิดนาน แล้วเมื่อเราเลี้ยวขวาอีกครั้ง ถนนเส้นเล็กๆ ที่ทอดยาวขนานไปกับแม่น้ำโขงเบื้องล่าง สายตาฉันมองเห็นความเสื่อมโทรมหลายอย่างของสถานที่ มันไม่ใช่ความเก่าของตึก ตรงกันข้าม...ความเก่าของตึกคือเสน่ห์หากแต่เป็นขยะชิ้นเล็กชิ้นน้อยและความไม่ใส่ใจในเรื่องความสะอาดของพื้นถนนเส้นนี้เท่าไหร่นัก ซึ่งค่อนข้างต่างจากถนนเส้นแรกที่ก้าวลงจากรถตุ๊กตุ๊ก

"ไม่ได้เหมือนที่คิดเท่าไหร่" ฉันตอบตามจริง "ไม่เชิงผิดหวัง แต่เราค่อนข้างรู้มาเยอะมั้ง จากการอ่าน จากการฟังคนโน้นคนนี้เล่า ก็เลยจินตนาการไปว่ามันน่าจะสวยราวกับความฝันมากกว่านี้"

ถนนเส้นเดิม ยังคงเดินเตร็ดเตร่ไปด้วยกันเรื่อยๆ มีคนเดินสวนมา แทรงไปอยู่เป็นระยะๆ พระอาทิตย์ใกล้ลับเหลี่ยมภูเขาแล้ว แต่เรายังคงไม่ได้เห็นมัน เพราะเมฆในเย็นวันนี้เป็นสีฝ้าขาวทึบหนาพอที่จะบดบังรูปทรงที่ชัดเจนของแหล่งพลังงานหนึ่งดวงบนฟ้า

หลังจากเดินถ่ายรูปตรงนั้นตรงนี้ สายตาสี่คู่ก็เริ่มมองหาร้านที่จะฝากท้อง มื้อแรกของที่นี่ กับเงินที่ตุงกระเป๋าแบบนี้ ขอหรูๆ หน่อยแล้วกันแล้วก็มีร้านที่ดูหรูๆ เป็นตัวเลือกให้เราเลือกมากมาย แต่ที่สุดเราก็เลือกร้านที่มีผ้าปูโต๊ะสีขาวเรียบๆ

ร้านอาหาร ริมถนนเส้นที่ขนานไปกับแม่น้ำโขงนั้นเองเรานั่งอยู่ที่นั่นตั้งแต่ยังเห็นต้นไม้ที่เติบโตอยู่บนภูเขาและขอบตลิ่งแม่น้ำชัดเจน จนกระทั่งทุกสิ่งเริ่มคลี่คลายความชัดลง ภูเขาดูรู้ว่าเป็นภูเขาเพราะเส้นขอบโค้งนั้น ...เมื่อความมืดมาเยือน สิ่งที่เริ่มชัดขึ้นก็คือโคมไฟเหนือโต๊ะ





คนเรา จะมี "มื้อค่ำ"ที่สวยงามอย่างนี้สักกี่มื้อกันนะ?
สำหรับฉันแล้ว นี่คืออีกหนึ่งมื้อค่ำที่สวยงามสำหรับชีวิต และได้เอ่ยบอกกับผู้ชายที่นั่งอยู่ตรงข้ามว่า "แม้จะอ่านมาเยอะเกี่ยวกับที่นี่ ที่นี่อาจจะไม่ได้สะอาดมาก...กกก อย่างที่คาดเอาไว้ แต่รู้ไหมว่ามันมีหลายความรู้สึกที่ไม่ได้อ่านมา"

ในหนังสือท่องเที่ยวต่างๆ ที่เขียนไว้เกี่ยวกับหลวงพระบาง อาจบอกเล่าให้เราเห็นภาพต่างๆด้วยถ้อยคำดีๆ ส่วนคนที่ถ่ายรูปสวยๆ ก็อาจถ่ายรูป ที่ภาพและแสงทำงานร่วมกันได้อย่างดีเยี่ยมมาอวด หากมีกล้องรุ่นไหนบ้างที่ถ่ายความรู้สึกของหัวใจมาอวดได้

แม้การเดินครั้งนี้ จะเห็นรอยเท้าของคนอื่นเต็มไปหมด ชัดบ้าง จางบ้าง
แต่มันก็ยังมี "ความหมายพิเศษ" สำหรับฉันอยู่ดี ไม่ใช่สิ! สำหรับเราสองคน...อยู่ดี

Comment



smilebig smileopen-mounthed smileconfused smilesad smileangry smiletonguequestionembarrassedsurprised smilewinkdouble winkcry

โอ๋ก็ถ่ายทอดออกมาสวยไม่ต่างจากกล้องที่คนอื่นถ่ายมาอวดหรอกน่ะ

เรื่องรวการเดินทางของคน2คนที่เดินเลี้ยวไปในทางเดียวกัน